คลังเก็บหมวดหมู่: สุขภาพ

ผู้ป่วยเบาหวานทานของหวานได้หรือไม่?

คำว่าโรคเบาหวาน ถ้าคิดเล่นๆ คือ ต้องลดอะไรที่มันหวานๆ ลง เพื่อเบาควาหวานในเลือดลง ซึ่งมันก็ใกล้เคียงกับความหมายของโรคอยู่นะ เพราะโรคเบาหวานเป็นภาวะที่กระแสเลือดมีน้ำตาลสูงกว่าปกติ เพราะขาดฮอร์โมนอินซูลิน ส่งผลให้กระบวนการดูดซึมน้ำตาลในเลือดทำงานผิดปกติ จึงเกิดการสะสมน้ำตาลในเลือดในปริมาณมาก จนกลายเป็นเบาหวานนั่นเอง และหากไม่รีบรักษาปล่อยนานเข้า จะทำให้อวัยวะต่างๆ เสื่อมจนก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนมากมาย

ผู้ป่วยเบาหวานทานของหวานได้หรือไม่?
จริงๆ แล้ว ผู้ป่วยเบาหวานควรงดหรือหลีกเลี่ยงการทานอะไรหวานๆ เช่น โดนัท ชานม หรือแม้กระทั่งผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง เพราะผู้ป่วยเบาหวานนั้นมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงอยู่แล้วหากยิ่งทานของหวานเข้าไปอีกก็จะทำให้อาการแย่ลง คนส่วนใหญ่จึงคิดว่าควรงดอาหารที่มีความหวาน หรือมีน้ำตาล แต่ทั้งนี้ ควรจะเน้นรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบสัดส่วนตามความเหมาะสม

ในความเป็นจริงไม่ใช่ว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานจะต้องห้าม! ของหวานเลย เพราะคงมีกลุ่มคนที่ติดของหวานมากโดยเฉพาะสาวๆ ที่ถ้าไม่ทานของหวานจะนอนไม่หลับกันเลยทีเดียว ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานจึงสามารถทานของหวานได้แต่ทานได้ในปริมาณที่พอดี รู้ลิมิตในการกิน หรือเมื่อทำอาหารเครื่องดื่มอาจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้ความหวานแทนน้ำตาล เช่น น้ำตาลเทียม หรือ สารแทนความหวาน ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และคนที่ติดหวานแต่อยากงดน้ำตาล นำมาใช้ในการปรุงอาหาร ทำขนม ใส่ในเครื่องดื่มต่าง ๆ แทนได้เหมือนกัน

ผู้ป่วยเบาหวานสามารถปรุงอาหาร หรือเครื่องดื่มให้มีรสหวานได้ แบบไม่ต้องบอกลารสหวานหรือต้องอดของหวานให้ทรมาน เช่น ปกติเวลาชงกาแฟเราจะใช้น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา ก็อาจจะใช้สารแทนความหวาน 1/2 ช้อนชา แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ป่วยเบาหวานไม่ควรมองข้าม คือการดูแลสุขภาพตัวเอง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมไปถึงการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติและมีความสุขเหมือนคนทั่วไปได้แล้ว

เครื่องดื่มไม่มีน้ำตาล ไม่อ้วนจริงหรอ

“เครื่องดื่มไม่มีน้ำตาล” เสี่ยง “อ้วน” มากกว่าเดิม แนะเลี่ยงเครื่องดื่มน้ำตาลสูง สั่งหวานน้อย ดื่มในปริมาณน้อย และออกกำลังกายเป็นประจำ

หน้าร้อน เสี่ยงอ้วนง่าย จากเครื่องดื่มนานาชนิด
แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ช่วงนี้อากาศร้อนขึ้นทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เลือกดื่มน้ำหวานและน้ำอัดลมเพื่อดับกระหาย ซึ่งในน้ำอัดลม จะมีส่วนประกอบ คือ น้ำ น้ำตาล สารปรุงสี กลิ่นสังเคราะห์และกรดฟอสฟอริก ทำให้น้ำอัดลมมีฟอง มีรสซ่า และมีคาเฟอีนเพิ่มความตื่นตัวให้กับร่างกาย ลดอาการอ่อนเพลีย หากดื่มน้ำหวาน และน้ำอัดลมที่มีน้ำตาลอยู่สูง ในปริมาณที่มากเกินไปจะทำให้ร่างกายเผาผลาญและนำไปใช้ได้ไม่หมด เป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้อ้วน

นอกจากนี้น้ำตาลในเครื่องดื่มเหล่านี้ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายหลั่งอินซูลินออกมามากเกินไป ส่งผลให้ในระยะยาวร่างกายจะผลิตอินซูลินน้อยลงหรือด้อยประสิทธิภาพ จนทำให้เกิดโรคเบาหวานและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังตามมา

เครื่องดื่มไม่มีน้ำตาล น้ำตาล 0% หรือ Sugar Free อาจเสี่ยงอ้วนกว่าเดิม
เครื่องดื่มต่างๆ รวมถึงน้ำอัดลมสูตรไม่มีน้ำตาลจะมีส่วนประกอบเหมือนน้ำอัดลมสูตรปกติ แต่จะใช้สารให้ความหวานหรือน้ำตาลเทียมทดแทนลงไป ซึ่งสารประเภทนี้ให้รสหวานแต่ไม่ให้พลังงาน สารให้ความหวานเหล่านี้จะกระตุ้นกลไกการทำงานของสมองให้รับรู้ถึงความหวาน ส่งผลให้ร่างกายโหยหาน้ำตาล มากขึ้น เกิดการติดรสหวาน ต้องการกินอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มรสหวานบ่อยขึ้น ร่างกายหิวง่ายขึ้นและกินมากกว่าปกติ 30% ซึ่งจะเป็นการกินไปแบบไม่รู้ตัว

ดร.แพทย์หญิงสายพิณ โชติวิเชียร ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กล่าวเสริมว่า เมื่อดื่มน้ำอัดลมสูตรที่ใส่น้ำตาลเทียม ร่วมกับอาหาร จะส่งผลให้ระดับน้ำตาลและอินซูลินในเลือดขึ้นสูงกว่าการกินอาหารกับน้ำเปล่า แม้น้ำตาลเทียมจะไม่ใช่น้ำตาลแต่ก็กระตุ้นการตอบสนองของอินซูลินในร่างกาย อีกทั้งการใช้น้ำตาลเทียมนั้น ยังทำหน้าที่หลอกลิ้นว่าหวาน แต่สมองที่ต้องการน้ำตาลจริงไม่ได้รับความหวานตามที่ต้องการ ก็เกิดการกระตุ้นทำให้อยากกินน้ำตาลมากๆ เพื่อให้หายอยากในภายหลังซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อ้วน

นอกจากนี้ แม้น้ำอัดลมจะมีสูตรไม่มีน้ำตาล โดยใส่น้ำตาลเทียมทดแทนลงไป แต่สิ่งที่ยังมีอยู่ในน้ำอัดลมคือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งทำให้เกิดอาการแน่นท้อง ทำให้ท้องอืด จุกเสียดได้

ดังนั้น หากหน้าร้อนนี้อยากดับกระหายด้วยเครื่องดื่มเย็นๆ จึงควรเลือกดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวานให้น้อยลง หรือสั่งหวานน้อยเป็นประจำให้ติดเป็นนิสัย เพื่อสร้างความเคยชินในการรับรสของตนเอง และกลายเป็นคนไม่ติดหวาน โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาน้ำตาลเทียม หรือสารให้ความหวานทดแทน เลือกดื่มไม่เกิน 1-2 แก้วต่อวัน นอกจากนี้การออกกำลังกายเป็นประจำ ก็จะช่วยลดเสี่ยงโรคอ้วนได้ในระยะยาวอีกด้วย

โรคยอดฮิตของคนไทย

รู้ทัน 5 โรคยอดฮิตของคนไทยที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากเป็น
ทุกวันนี้คนไทยหลายคนมีโรครุมเร้ามากมายอันเนื่องมาจากการใช้ชีวิตประจำวันที่เอื้อให้เกิดความเครียด จนหลาย ๆ คนกลายเป็นโรคซึมเศร้าโดยไม่รู้ตัว อีกทั้งวิถีชีวิตที่มีความเร่งรีบตลอดเวลา จนทำให้ไม่มีเวลาออกกำลังกายและดูแลรักษาสุขภาพ ในทุก ๆ ปีกระทรวงสาธารณสุขจะออกมาประกาศโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่พบมากที่สุดในคนไทย 5 อันดับ ซึ่งแน่นอนว่าอันดับหนึ่งที่ครองแชมป์ติดต่อกันมายาวนานหลายปีซ้อน ได้แก่ โรคมะเร็ง

โรคมะเร็ง
โรคมะเร็งเป็นโรคยอดฮิตที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับหนึ่งมายาวนาน โดยกระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยข้อมูลอันน่าตกใจว่า โดยเฉลี่ยในทุก ๆ ชั่วโมง จะมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งถึง 6 คน แม้ว่าในปัจจุบันวิวัฒนาการเครื่องมือแพทย์และยารักษาโรคจะพัฒนาก้าวหน้าไปมาก แต่คนส่วนใหญ่มักละเลยอาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่แสดงถึงความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง แล้วจึงมาพบแพทย์เมื่อมะเร็งอยู่ในขั้นลุกลามและยากต่อการรักษา โดยมะเร็งที่พบมากที่สุดในชายไทย ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิง ได้แก่ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม และมะเร็งตับ วิธีป้องกันโรคมะเร็งที่ง่ายที่สุดคือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและหลีกเลี่ยงตัวการที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง อาทิ การสูบบุหรี่ การกินอาหารปิ้งย่างบ่อย ๆ และหมั่นสังเกตอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกาย เพื่อปรึกษาแพทย์ได้อย่างทันท่วงที

โรคเบาหวาน
โรคยอดฮิตของคนไทย รองลงมาจากโรคมะเร็ง โรคเบาหวานมีสาเหตุมาจากการที่ร่างกายสร้างฮอร์โมนอินซูลินมากเกินไป จนทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ร่างกายจึงไม่สามารถใช้พลังงานจากน้ำตาลได้อย่างเหมาะสม และตับอ่อนทำงานผิดปกติ จึงทำให้มีระดับน้ำตาลคงเหลืออยู่ในกระแสเลือดสูงนั่นเอง ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจะมีอาการเริ่มต้น คือ ปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ดื่มน้ำเยอะ เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทรายสาเหตุ เป็นแผลง่าย เมื่อเป็นแล้วหายยยากหรือมักติดเชื้อ อักเสบ และลุกลาม ผู้ที่มีอาการดังกล่าวนี้ควรหมั่นเช็กความผิดปกติของร่างกายและพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจและการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ ส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้อง ชอบทานอาหารหวานหรืออาหารที่มีไขมันสูง และไม่ออกกำลังกาย เพราะฉะนั้นผู้ที่มีภาวะเสี่ยงควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารและหมั่นออกกำลัง ควบคุมน้ำหนักอย่างสม่ำเสมอ

โรคความดันโลหิตสูง
ปกติคนธรรมดาจะมีความดันเฉลี่ยอยู่ที่ 90-119/60-79 มิลลิเมตร/ปรอท ส่วนผู้ที่อยู่ในภาวะความดันโลหิตสูง จะมีความดันสูงกว่า 140/90 มิลลิเมตร/ปรอท โรคความดันโลหิตสูงเป็นบ่อเกิดของโรคหลอดเลือดในสมอง โรคหัวใจ โรคไต ฯลฯ เนื่องจากเมื่อมีความดันโลหิตสูง หลอดเลือดจะแข็งและตีบ ส่งผลให้เกิดปัญหาเมื่อหัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย สาเหตุที่ก่อให้เกิดความดันโลหิตสูงมีทั้งชนิดทราบและไม่ทราบสาเหตุ อาทิ พันธุกรรม การทำงานที่ผิดปกติของฮอร์โมน โรคอ้วน เนื้องอกในสมอง และโรคเครียด สาเหตุหลักที่พบมากในปัจจุบัน อาการระยะเริ่มต้นของโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่ อาการวิงเวียนศีรษะ เจ็บหน้าอก ใจสั่น ปวดศีรษะติดต่อกันหลายวันโดยไม่ทราบสาเหตุ ผู้ที่มีอาการควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาด้วยยา ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน และพยายามไม่เครียด เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนที่ตามมาจากโรคความดันโลหิตสูง

โรคหัวใจ
คำว่าโรคหัวใจนั้นมีความหมายค่อนข้างกว้าง เนื่องจากหหัวใจเป็นอวัยวะที่มีความซับซ้อนและมีส่วนประกอบที่หลากหลาย อาทิ เยื่อหุ้มหัวใจ หลอดเลือด และกล้ามเนื้อหัวใจ เป็นต้น โดยอาการที่พบมากในคนไทย ได้แก่ โรคหัวใจขาดเลือด อันเนื่องมาจากสาเหตุต่าง ๆ อาทิ หลอดเลือดแดงตีบและไขมันอุดตันในเส้นเลือด ผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีอาการน่าเป็นห่วงและควรไปพบแพทย์โดยด่วน ได้แก่ ผู้ที่มีอาการแน่นหน้าอก อึดอัด ขณะออกกำลังกาย เดินเร็ว ขึ้นบันได เมื่อออกแรงทำกิจกรรมต่าง ๆ จะมีอาการเหนื่อยง่าย หอบ หายใจเร็ว ในรายที่รุนแรงอาจมีอาการหน้ามืดและหมดสติ

โรคหลอดเลือดสมอง
คือการที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยง เนื่องจากหลอดเลือดตีบ อุดตัน หรือแตก เนื้อเยื่อสมองจึงถูกทำลาย ส่งผลให้การทำงานของสมองหยุดชะงัก สาเหตุที่พบมากที่สุดที่ก่อให้เกิดภาะวะสมองขาดเลือด ได้แก่ การเกิดลิ่มเลือดไหลไปอุดตันหลอดเลือดสมอง หรืออาจเกิดลิ่มเลือดในสมองแล้วมีขนาดใหญ่ขึ้นจนอุดตันหลอดเลือด อีกสาเหตุหนึ่งเกิดจากไขมันสะสมในเส้นเลือด ซึ่งทำให้เส้นเลือดตีบจึงทำให้ประสิทธิภาพในการลำเลียงเลือดไปเลี้ยงสมองลดลง

ส่วนโรคหลอดเลือดสมองแตกนั้นส่วนมากพบในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง หลอดเลือดเมื่อเจอความดันจึงโป่งพองแล้วแตกออก ทำให้เลือดออกในสมอง ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ การป้องกันเบื้องต้นคือหมั่นตรวจเช็กอาการและพบแพทย์เป็นประจำ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด รักษาระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยป้องกันอาการของโรคหลอดเลือดในสมองเบื้องต้นได้

ปัจจุบันกระแสรักสุขภาพที่กำลังมาแรงมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคภัยต่าง ๆ มากมาย ทั้งการออกกำลังกายที่หลากหลายขึ้น เมนูอาหารคลีนที่ปราศจากไขมันและน้ำตาล คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ ความเข้าใจในปัจจัยเสี่ยงของโรคมากขึ้น รวมทั้งเทคโนโลยีและวิวัฒนาการในการรักษาโรคที่มีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญในการหลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ รวมทั้งโรคยอดฮิตทั้ง 5 ประเภทนี้ก็คือ การหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รักษาสุขภาพด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารปิ้งย่างหรือของหมักดอง ลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ ทำจิตใจปลอดโปร่งและไม่เกิดความเครียดสะสม ที่สำคัญคือการหมั่นตรวจเช็กอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกาย อาทิ ก้อนเนื้อ, อาการเจ็บป่วยเรื้อรังหรืออาการป่วยฉับพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ แล้วพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที

งีบระหว่างวันอย่างไรให้รู้สึกสดชื่น

หลายคนคงรู้สึกง่วงไม่ว่าก่อนหน้าจะไปทำกิจกรรมอะไรมา และก็ไม่สามารถนอนได้เพียงแค่อยากงีบหลับนิดหน่อย แต่รู้ไหมแค่การหลับในเวลานิดหน่อยก็ช่วยให้สุขภาพ ดีได้

เราคงได้ยินกันบ่อยๆเรื่องการเปิดให้ตัวเองงีบหลับระหว่างวันอยู่บ้าง…การหลับมีประโยชน์ต่อสุขภาพ กายและใจ แต่ก็มีศิลปะของการงีบหลับไว้ด้วย ตามห้วงเวลาตั้งแต่ 10-90 นาที แต่ละระดับเป็นอย่างไร “ประชาชาติออนไลน์” พามาดูกัน

♥10-20 นาที มีการศึกษาว่า การงีบหลับระดับนี้เป็นการเพิ่มความตื่นตัวและเพิ่มพลัง ซึ่งช่วงเวลาไม่มากแบบนี้ ส่งผลให้ช่วงนอนงีบหลับระยะขนาดนี้เป็นการนอนหลับขั้นธรรมดา หรือไม่ทันได้ฝัน และเป็นจังหวะการงีบที่ถูกปลุกให้ตื่นได้ง่าย

♥30 นาที การหลับที่ยาวขึ้นมาอีกนิดนี้มีการวิจัยว่าเป็นการหลับที่อาจส่งผลให้ตื่นมาเฉื่อยๆมีอาการมึนงงหลังการตื่นก่อนที่จะค่อยๆกลับมามีอาการปกติ

♥60 นาที การหลับเวลาขนาดนี้ถูกระบุว่าช่วยปรับสภาพร่างกาย เป็นการหลับที่มีผลต่อการส่งคลื่นสั้นๆต่อสมอง

♥90 นาที วงจรการหลับครบ หลับลึกและหลับในระดับฝัน นำไปสู่การปรับภาวะอารมณ์และกระบวนการความทรงจำ ความคิดสร้างสรรค์ จะไม่เกิดภาวะหลับแล้วตื่นมาเฉื่อยชา ตื่นได้ง่าย

ทานมื้อเย็นได้ แบบไม่ห่วงอ้วน

มื้อเย็น เป็นมื้ออาหารที่หลายคนมักจะหลีกเลี่ยงกินในช่วงที่ลดน้ำหนัก แต่จริงๆ แล้วการกินอาหารมื้อเย็นนั้นก็สามารถช่วยทำให้คุณผอมได้ แต่จำเป็นต้องกินอย่างเหมาะสม โดยวันนี้เราก็มีเคล็ดลับการกินอาหารมื้อเย็นแบบไม่ให้อ้วนมาฝากกัน เพื่อให้คุณยังสามารถกินมื้อเย็นได้ตามที่ใจต้องการ โดยไม่ต้องอดอาหารให้ต้องหิวอีกต่อไป ตามไปดูกันเลย

1. หลังกินอาหารเย็น ไม่ควรอาบน้ำ

เมื่อกินอาหารเย็นเสร็จแล้ว ไม่ควรอาบน้ำทันที ควรปล่อยให้กระเพาะอาหารทำการย่อยอาหารที่กินเข้าไปให้เรียบร้อยเสียก่อน เพราะถ้าหากคุณอาบน้ำทันทีหลังกินอาหารเย็น ก็จะทำให้กระเพาะอาหารทำงานได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้มีอาการท้องอืด จุก แน่น ดังนั้นควรพักหลังกินอาหารเย็นอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ก่อนอาบน้ำ จะดีต่อกระเพาะอาหารมากที่สุด

2. หลีกเลี่ยงการกินไขมันหรืออาหารที่มีน้ำตาลสูง

เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด ควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีไขมันหรือมีปริมาณน้ำตาลสูง เพราะจะทำให้เกิดการสะสมของไขมันภายในร่างกายได้สูงมากขึ้น โดยอาหารที่เหมาะสำหรับการกินในช่วงเย็น ควรเน้นเป็นอาหารที่สามารถย่อยง่าย มีส่วนประกอบของผัก ผลไม้ที่มีกากใยสูง จะส่งผลดีต่อการลดความอ้วนได้มากขึ้น

3. กินในปริมาณที่เหมาะสม

การอดมื้อเย็นนั้นเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับการลดน้ำหนัก เพราะยิ่งคุณอดอาหารมื้อเย็นมากเท่าไหร่ ก็มีโอกาสที่คุณจะหิวในช่วงกลางดึกได้มากขึ้นเท่านั้น และถ้าหากไม่กินมื้อเย็นเลย ร่างกายก็จะหลั่งน้ำย่อยออกมากัดกระเพาะอาหาร เป็นเหตุให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบตามมา ดังนั้นควรเลือกกินมื้อเย็นในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้กระเพาะอาหารทำงานได้อย่างเป็นปกติ และเพื่อไม่ให้คุณรู้สึกหิวกลางดึก

4. ดื่มน้ำเปล่าก่อนกินอาหารเย็น

การดื่มน้ำเปล่าก่อนกินอาหารเย็นประมาณ 2-4 แก้ว จะช่วยถ่วงเวลาของกระเพาะอาหารให้รู้สึกอิ่มได้เร็วขึ้น ซึ่งจะทำให้คุณสามารถกินอาหารมื้อเย็นได้น้อยลง แต่ก็ยังรู้สึกอิ่มท้องเช่นเดียวกับการกินอาหารในปริมาณมากๆ

จริงๆ แล้วอาหารมื้อเย็นถือเป็นมื้อสำคัญของวันที่ผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก ลดความอ้วนไม่ควรหลีกเลี่ยง แต่จำเป็นต้องกินในปริมาณที่เหมาะสม และควรเลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพื่อช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง และเป็นผลดีต่อการลดน้ำหนัก เพราะไม่เช่นนั้นร่างกายของคุณอาจจะส่งสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติบางอย่างได้ หากคุณอดมื้อเย็นติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือถ้ากินอาหารมื้อเย็นมากเกินไป ก็จะทำให้การลดพุง ลดน้ำหนัก ไม่เกิดผลลัพธ์ตามเป้าที่วางเอาไว้ได้เช่นกัน

ทำความรู้จัก โรคลมหลับ โรคที่ต้องรู้จัก

อาการของโรคลมหลับเป็นยังไง? มันคือ อาการที่เรายืนอยู่ดีๆ แล้วก็เผลอหลับไปเลยไม่รู้ตัว หรือจะเรียกว่า หลับแบบฉับพลันก็ได้ แต่ในบ้านเรานั้นยังพบได้น้อยและยังไม่มีการวินิจฉัยมากนัก โรคลมหลับเกิดจากสารสื่อประสาทไฮโปคริติน (Hypocretin) ในสมองลดน้อยลง ทำให้ความรู้สึกตัวของเราลดน้อยลงตามไป ก่อให้เกิดอาหารหลับแบบฉับพลันดังที่กล่าวข้างต้นได้

การหลับของโรคนี้นั้นไม่ใช่การหลับแบบทำงานอยู่เพลินๆ แล้วเกิดอาการง่วงแล้วหลับ แต่เป็นอาการที่อยู่ดีๆ แล้วหลับลงไปเลย ไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า สาเหตุนั้นมีการสันนิษฐานว่าเกิดจาก พันธุกรรม ส่วนสาเหตุอื่นๆ อาจจะเกิดจากการติดเชื้อ หรือว่าโรคหลอดเลือดในสมอง แต่ปัจจุบันก็ยังเป็นข้อสันนิษฐานอยู่ ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับโรคลมหลับนี้

อาการของโรคลมหลับมีอะไรบ้าง?

  1. อ่อนแรงฉับพลัน อยู่ๆ ก็เผลอหลับไป
  2. กริยาท่าทางหรืออารมณ์เป็นตัวกระตุ้น เช่น หัวเราะ โกรธ แล้วก็เผลอหลับไป
  3. เห็นภาพหลอน ครึ่งหลับครึ่งตื่น
  4. รู้สึกตัวแต่ไม่สามารถขยับร่างกายได้
  5. ตอนกลางคืนจะนอนหลับเหมือนคนปกติ แต่กลางวันจะมีอาการของโรคลมหลับ

ลักษณะการสังเกตอาการว่าเราเป็นโรคนี้หรือไม่? จริงๆ แล้วสังเกตได้ค่อนข้างลำบาก เพราะอาการของโรคจะเกิดอย่างเฉียบพลัน แต่พอจะสังเกตได้ดังนี้

  1. มีอาการง่วง เหงา หาว นอนตลอดทั้งวัน
  2. มีอาการหลับอย่างเฉียบพลัน
  3. มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง
  4. มีอาการนอนหลับแบบตากระตุก

การรักษา ทำได้โดยต้องมาตรวจวินิจฉัยกับแพทย์ก่อนเนื่องจากโรคนี้พบได้น้อย ยังไม่มียารักษา และต้องแยกสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดอาการง่วงตลอดได้ เช่น โรคซึมเศร้า การใช้ยาบางตัว เป็นต้น ส่วนการรักษาเบื้องต้น มีดังนี้

  1. เพิ่มการงีบหลับอย่างน้อยวันละ 10-15 นาที
  2. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
  3. จัดตารางการนอนหลับของตัวเองในแต่ละวัน
  4. ออกกำลังกายและรับประทานอาหารให้ตรงเวลาเสมอ
  5. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน งดการสูบบุหรี่
  6. หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่อันตราย