คลังเก็บหมวดหมู่: สุขภาพทั่วไป

ผ่าตัดทอนซิล ทางออกของผู้ป่วยทอนซิลอักเสบ

โดยทั่วไปแล้วต่อมทอนซิลอักเสบสามารถรักษาให้หายได้ และเมื่อหายแล้วควรดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้กลับมาป่วยเป็นทอนซิลอักเสบอีก เพราะหากมีอาการอักเสบมากเกินไป อาจจะต้องเข้ารับการผ่าตัดทอนซิลเลยทีเดียว

ผ่าตัดทอนซิล ทางออกของผู้ป่วยทอนซิลอักเสบ

ผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด คือ ผู้ป่วยที่มีอาการบ่อยดังนี้
– มีการอักเสบของต่อมทอนซิลบ่อยมากกว่า 7 ครั้ง ต่อ 1 ปี
– หรือมีอาการอักเสบเกิน 5 ครั้งต่อปี เป็นเวลาถึง 2 ปีติดต่อกัน
– มีอาการอักเสบ 3 ครั้งต่อปี 3 ปีติดต่อกัน
– คนไข้ที่ใช้ยาปฏิชีวนะหลายชนิดไม่ดีขึ้น
ต่อมทอนซิลอักเสบก้อนโตอุดตันทางเดินหายใจ หรือมีก้อนโตข้างใดข้างหนึ่งผิดปกติ และสงสัยว่าอาจจะเป็นมะเร็งในต่อมทอนซิลหรือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

อย่างไรก็ตามการผ่าตัดควรได้รับคำยืนยันจากแพทย์ว่ามีอาการตามข้อบ่งชี้ ดังกล่าวหรือไม่

ข้อดีของการผ่าตัดต่อมทอนซิล
– กำจัดการติดเชื้อ
– ทำให้ไม่ติดเชื้อบ่อยๆ
– ช่วยให้ผู้ป่วยที่เป็นเด็กสามารถหายใจโล่งขึ้น

นอกจากนี้การตัดทอนซิลทิ้งมักจะไม่มีข้อเสีย เพราะแพทย์ได้ระบุหรือบ่งชี้แล้วว่าสมควรตัดทิ้ง อีกทั้งต่อมทอนซิลที่ตัดทิ้งนั้นมักไม่ทำงานแล้ว ต่อมทอนซิลที่ไม่ทำงานจะไม่ฆ่าเชื้อโรคกลับกันจะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค นอกจากนี้ ยังมีต่อมน้ำเหลืองในช่องคอที่ดักจับเชื้อโรคแทนอยู่จำนวนมาก ไม่ทำให้ผู้ป่วยเสียภูมิต้านทาน
ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรม ศีรษะ ลำคอ หลอดลม และกล่องเสียง ศูนย์หู คอ จมูก กล่าวถึงการผ่าตัดทอนซิลว่า “การผ่าตัดต่อมทอนซิลแบบดั้งเดิม (Traditional Tonsillectomy) คือ การใช้ไฟฟ้าจี้เพื่อเอาทอนซิลออกมา เป็นการรักษาที่ทำมาตั้งแต่แรกเริ่ม ใช้เวลานานหรือไม่ขึ้นอยู่กับแพทย์ว่ามีความเชี่ยวชาญขนาด การผ่าตัดใช้เวลาผ่าตัดมาก ตั้งแต่ 30 นาที – 2 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับขนาดก้อนทอนซิล) หากก้อนทอนซิลขนาดใหญ่อาจจะต้องมีการเย็บด้วยไหมเย็บซึ่งจะทำให้ระคายคอและใช้เวลาพักฟื้นนาน

ผู้ป่วยเบาหวานทานของหวานได้หรือไม่?

คำว่าโรคเบาหวาน ถ้าคิดเล่นๆ คือ ต้องลดอะไรที่มันหวานๆ ลง เพื่อเบาควาหวานในเลือดลง ซึ่งมันก็ใกล้เคียงกับความหมายของโรคอยู่นะ เพราะโรคเบาหวานเป็นภาวะที่กระแสเลือดมีน้ำตาลสูงกว่าปกติ เพราะขาดฮอร์โมนอินซูลิน ส่งผลให้กระบวนการดูดซึมน้ำตาลในเลือดทำงานผิดปกติ จึงเกิดการสะสมน้ำตาลในเลือดในปริมาณมาก จนกลายเป็นเบาหวานนั่นเอง และหากไม่รีบรักษาปล่อยนานเข้า จะทำให้อวัยวะต่างๆ เสื่อมจนก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนมากมาย

ผู้ป่วยเบาหวานทานของหวานได้หรือไม่?
จริงๆ แล้ว ผู้ป่วยเบาหวานควรงดหรือหลีกเลี่ยงการทานอะไรหวานๆ เช่น โดนัท ชานม หรือแม้กระทั่งผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง เพราะผู้ป่วยเบาหวานนั้นมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงอยู่แล้วหากยิ่งทานของหวานเข้าไปอีกก็จะทำให้อาการแย่ลง คนส่วนใหญ่จึงคิดว่าควรงดอาหารที่มีความหวาน หรือมีน้ำตาล แต่ทั้งนี้ ควรจะเน้นรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบสัดส่วนตามความเหมาะสม

ในความเป็นจริงไม่ใช่ว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานจะต้องห้าม! ของหวานเลย เพราะคงมีกลุ่มคนที่ติดของหวานมากโดยเฉพาะสาวๆ ที่ถ้าไม่ทานของหวานจะนอนไม่หลับกันเลยทีเดียว ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานจึงสามารถทานของหวานได้แต่ทานได้ในปริมาณที่พอดี รู้ลิมิตในการกิน หรือเมื่อทำอาหารเครื่องดื่มอาจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้ความหวานแทนน้ำตาล เช่น น้ำตาลเทียม หรือ สารแทนความหวาน ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และคนที่ติดหวานแต่อยากงดน้ำตาล นำมาใช้ในการปรุงอาหาร ทำขนม ใส่ในเครื่องดื่มต่าง ๆ แทนได้เหมือนกัน

ผู้ป่วยเบาหวานสามารถปรุงอาหาร หรือเครื่องดื่มให้มีรสหวานได้ แบบไม่ต้องบอกลารสหวานหรือต้องอดของหวานให้ทรมาน เช่น ปกติเวลาชงกาแฟเราจะใช้น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา ก็อาจจะใช้สารแทนความหวาน 1/2 ช้อนชา แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ป่วยเบาหวานไม่ควรมองข้าม คือการดูแลสุขภาพตัวเอง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมไปถึงการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติและมีความสุขเหมือนคนทั่วไปได้แล้ว

กินอาหารเสริมบำรุงตับช่วยบำรุงตับให้ดีขึ้นจริงหรือเปล่า

ล้างพิษตับ

ตับของเรานั้นนับว่าเป็นอวัยวะที่เหนื่อยที่สุดของร่างกายของเราเลยก็ว่าได้ เป็นศูนย์กลายการทำงานของร่างกายเนื่องจากมันจะคอยรับสารอาหารเข้าสู่ร่างกาย เก็บรักษา กรองสารพิษและขยะของเสีย เป็นทางผ่านเพื่อส่งต่อแจกจ่ายให้กับอวัยวะอื่นๆ และที่สำคัญที่สุดคือมันทำงานตลอดเวลา 24 ชั่วโมงโดยไม่มีการหยุดพัก เรียกได้ว่าเป็นอวัยวะสำคัญที่ร่างกายของมนุษย์นั้นไม่สามารถขาดได้กันเลยทีเดียว ดังนั้น ตับก็ต้องมีการซ่อมบำรุงกันบ้าง และแน่นอนวิธีที่ดีที่สุดก็คือหา อาหารเสริมบำรุงตับ  มาบำรุงหรืออีกวิธีหนึ่งนั้นก็คือ การล้างสารพิษ หรือเรียกว่าการดีท็อกซ์ตับนั่นเอง ซึ่งวิธีนี้จะเป็นวิธีที่ช่วยยืดอายุการทำงานของตับได้ เรามาดูกันดีกว่าว่าการดีท็อกซ์ตับนั้นทำอย่างไรได้บ้าง

  1. การฟอกเลือด วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ป่วยระยะเรื้อรังแล้วเท่านั้น เนื่องจากต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้น ซึ่งหากไม่ได้รับการฟอกเลือดที่ถูกวิธี จากที่ต้องการดีท็อกซ์ตับ อาจทำให้ร่างกายของเรานั้นเกิดการต่อต้านและทำให้เสียชีวิตได้
  2. การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเน้นไปที่พืชผักสมุนไพรที่มีคุณสมบัติช่วยบำรุงตับเป็นหลัก เช่น กระเทียม หัวหอม ดอกกะหล่ำปลี และพืชผักใบเขียว และรับประทานผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น ผลไม้ตระกูลเบอรี่ ฝรั่ง กีวี และพรุน จะช่วยให้ตับนั้นมีสารมาต่อต้านอนุมูลอิสระและช่วยขับสารพิษในร่างกายอีกแรง
  3. เสริมร่างกายด้วยวิตามินและแร่ธาตุ เช่นวิตามินบี วิตามินซี และเลซิติน ซึ่งวิตามินและแร่ธาตุเหล่านี้จะทำให้ตับของเรานั้นทำงานได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรทำอันใดอันหนึ่งมากเกินไป ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากความบาลานซ์ทั้งสิ้น หากมีอาการแพ้ หรือมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกาย เช่น เป็นผื่น เป็นลมพิษ ท้องผูก หรืออื่นๆ ควรจะหยุดทันที และรีบปรึกษาแพทย์ให้เร็วที่สุด และจะให้ดีไม่ควรไปผูกติดกับอาหารเสริมแบบแคปซูล ซึ่งจะทำให้ร่างกายนั้นเกิดสารเคมีสะสมขึ้น และทำให้ตับของเรานั้นทำงานหนักกว่าเดิม